Powered By Blogger

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การบัญชีแบบลีน (Lean Accounting)

สวัสดีครับ  ตามสัญญาที่ให้ไว้  หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Lean Management มาบ้างแล้วจากบทความก่อนที่ได้นำเสนอไป  วันนี้จะขอนำเสนอ  "การบัญชีแบบลีน  (Lean Accounting)"


ความหมายของการบัญชีแบบลีน
       การบัญชีแบบลีนเป็นการทำบัญชีตามหลักแนวคิดของลีน   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบัญชีต้นทุน  โดยการเปลี่ยนจากการบัญชีต้นทุนแบบเดิมเป็นแนวคิดของลีน  เพื่อนำระบบบัญชีไปใช้กับระบบการจัดการและการผลิตตามแนวคิดของลีนอย่างถูกต้องและเหมาะสม
       โดยจะต้องเข้าใจแนวคิดแบบลีนก่อน  และต้องปรับปรุงการปฏิบัติงานทางบัญชีให้ทันกับการให้ผลิตและการให้บริการ  ซึ่งการใช้วิธีต้นทุนแบบเดิมที่ใช้ในการวัดผลนั้นมี ข้อบกพร่อง  3 ประการคือ
  1. ระยะเวลาในการออกรายงานซึ่งออกรายงานทุกๆ สิ้นเดือนนั้นช้าเกินไป
  2. รูปแบบของรายงานเป็นรูปแบบรายงานทางการเงิน ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ เพื่อปรับปรุง       ในระดับย่อย
  3. รูปแบบรายงานค่อนข้างซับซ้อน เข้าใจยาก
หลักการของการบัญชีแบบลีน  มีหลักการและวิสัยทัศน์ที่สำคัญ ดังนี้
  1. เพื่อที่จะช่วยให้เกิดความถูกต้อง  ทันเวลา และเข้าใจในข้อมูลการดำเนินงานของระบบการผลิตแบบลีนที่องค์กรนำมาใช้และเพื่อการตัดสินใจในเรื่องอื่นๆ   เช่น  กระแสเงินสด  ความสามารถในการทำกำไร  การเติบโตขององค์กร  ความพึงพอใจของลูกค้า  เป็นต้น
  2. การใช้เครื่องมือของแนวคิดแบบลีนมาช่วยลดการสูญเสียขององค์กรจากการกระทำที่ไม่เกิดคุณค่าต่อสินค้าและบริการ  ในขณะที่ยังคงควบคุมการดำเนินงานด้านการเงินอยู่
  3. สนับสนุนและผลักดันให้ระบบลีนและระบบการบัญชีแบบลีนเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาการปฏิบัติงานภายในองค์กร
หลักการสำคัญ ในการปฏิบัติ มี 5 ประการดังนี้
  1. ลีนและการบัญชีธุรกิจอย่างง่าย
          นำแนวความคิดลีน มาประยุกต์ใช้ในงานทางด้านบัญชี  เพื่อลดการความสูญเสียในกระบวนการปฏิบัติงานทางบัญชี  การรายงานและวิธีการทางการบัญชีอื่นๆ ขององค์กร  โดยอาจใช้เครื่องมือ  แผนที่กระแสคุณค่า การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องแบบลีนและแนวทางการปรับปรุงด้วยวงจรคุณภาพ PDCA

     2.  กระบวนการทางบัญชีช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่ลีน
         รายงานและวิธีการทางการบัญชีแบบลีน เกิดขึ้นได้ด้วยการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Flow) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน รวมถึงความซ้ำซ้อนต่างๆ อันเกิดมาจากความเคยชินในการปฏิบัติงานของเราเอง

     3.  การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและทันเวลา
         นอกจากการปรับปรุงกระบวนการทำงานแล้ว  การสื่อสารกับผู้ร่วมงานที่เกี่ยวข้องในแผนก และองค์กร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ การกระตุ้นให้เกิดการมีความคิด  รับผิดชอบ  และมีความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ  แต่เกิดจากการเปิดกว้างที่สนับสนุนให้เกิดการบริหารด้วยตนเอง  จากความเชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงาน ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการบริหารจัดการแบบลีน   เพราะหากการ
สื่อสาร ดีแล้ว การทำงานย่อมไม่ติดขัดเป็นธรรมดา”

     4.  การวางแผนตลาด การดำเนินงาน และการเงิน
         การบัญชีแบบลีน  จะช่วยส่งผลให้ระบบรายงานทางการเงินต่างๆ รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  ทำให้ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย รวมถึงการวางแผน
งบประมาณต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

     5.  การควบคุมภายในทางการบัญชีที่ดี
         การปรับปรุงกระบวนการทำงาน  (Flow)  ก่อให้เกิดการมองภาพเห็นถึงระบบงานต่าง ๆ รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน  ทำให้ง่ายต่อการมองเห็นช่องว่างที่เกิดขึ้น อันจะส่งผลต่อการกำหนดขั้นตอนการควบคุมภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ  ลดความเสี่ยงในความผิดพลาดในการปฏิบัติงานที่อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักการควบคุมภายในที่ดีได้


โดยสรุปแล้ว  “การบัญชีแบบลีน”  เป็นการค้นหา วิธีการในการลดขั้นตอนต่างๆ ในการทำงานด้านบัญชีลง  ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Flow)  การปรับปรุงการสื่อสารข้อมูลกับผู้ร่วมงานที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนเข้าใจง่าย ไม่เสียเวลา   ทำให้ง่ายและก่อให้เกิดความรวดเร็วในการวิเคราะห์รายการทางบัญชี  นำไปสู่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง  และการออกงบการเงินที่ทันต่อความต้องการของผู้บริหารต่อไป......

อันนี้ขำ ๆ เอามาฝากให้ดูเล่น
























10 แบรนด์ที่จะหายจากโลกไป

บทความนี้  จะขอนำเสนอเกี่ยวกับ ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่อาจจะสูญหายไปในปีหน้า
โดยอ้างอิงมาจากนิตยสารเล่มนึง ชื่อ Business Insider ซึ่งมีการทำนายว่า ในปีหน้าจะมีแบรนด์ใดที่สูญหายไปจากโลกนี้  ลองดูนะครับว่าจะมีอะไรบ้าง และจะมีที่เรารู้จักกันดีอยู่บ้างไหม

     1.  Sony Pictures  
          ครับ ใช่แล้ว นี่คือบริษัทหนังบริษัทหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร Sony  ในอดีต Sony ได้ไปซื้อบริษัท Columbia Tri Star  ซึ่งล่าสุดนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทนี้ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่   รายได้ของเครือ Sony ทั้งหมดลดลง 15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว  ธุรกิจเกมส์ในอดีตที่ทำรายได้ให้กับ Sony อย่างมหาศาล ก็เจอคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างเช่น Nintendo และ Microsoft    ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ตามผู้นำอย่าง Apple อยู่หลายขุม  ทางออกหนึ่งสำหรับ Sony  คือการขาย Sony Pictures ออกไป เพื่อนำรายได้กลับสู่บริษัทเพื่อพลิกฟื้น Sony ทั้งเครือ


     2.  A&W 
          เป็นหนึ่งในร้านอาหารเฟรนไชส์ ซึ่งทุกคนอาจจะเคยได้ลิ้มลอง รสชาดของรูทเบียร์ของเค้า  A&W เป็นส่วนหนึ่งของ Yumi ที่มีธุรกิจร้านอาหารดังๆ หลายแบรนด์  ซึ่ง Yumi เองได้ประกาศขาย A&W มาตั้งแต่ต้นปีและยังหาคนซื้อไม่ได้   เนื่องจาก A&W มีขนาดและจำนวนที่เล็กเมื่อเทียบกับแบรนด์อาหารจานด่วนอื่นๆ  ปัจจุบัน A&W มีร้านในอเมริกาอยู่  322 ร้าน และในต่างประเทศอีก 317 ร้าน  เมื่อเทียบกับอีกแบรนด์ของ Yumi อย่าง KFC ที่มีมากกว่า 5,000 ร้านในอเมริกา  และมากกว่า 10,000 ร้านทั่วโลกแล้ว คงต้องบอกว่าไม่สามารถเทียบกันได้  เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าถ้า Yumi ไม่สามารถหาคนซื้อ A&W ได้สุดท้ายอาจจะต้องปิดแบรนด์นี้ไป  ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ลิ้มลองรสรูทเบียร์ ของเค้าอีกแล้ว


     3.  Saab
          เป็นยี่ห้อของรถยนต์สวีเดนที่เคยดังมาพักหนึ่ง  แต่เนื่องจากการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของ Saab ที่ชนกับผู้ผลิตค่ายยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างชัดเจน  และไม่สามารถสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนจากผู้ผลิตค่ายยักษ์ใหญ่อื่นๆ  ทำให้  Saab  ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
          ในอดีตที่รุ่งเรือง  GM ได้เข้าไปซื้อ Saab แต่หลังจากเริ่มประสบปัญหาก็พยายามขายและปล่อยให้แบรนด์นี้ตายไป จนในที่สุด ก็ถูกซื้อไปโดย Spyker ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในระดับบน
           แต่ในปีที่แล้ว มีปัญหา ขายรถได้เพียง 32,000 คันทั่วโลก และ Spyker ก็เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน จนต้องพึ่งบริษัทจากจีนมาถือหุ้นใน Saab ซึ่งไม่ได้สำเร็จไปด้วยดี ทั้งยอดขายประมาณว่าจะต่ำ ไม่ถึง 50,000 คันทั่วโลก  จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าคุ้มหรือไม่ที่จะให้แบรนด์นี้อยู่ต่อไป


สำหรับวันนี้ขอนำเสนอเพียง 3 แบรนด์ก่อน  โปรดติดตามต่อ อีก 7 แบรนด์ นะครับ มีบางยี่ห้อที่ทุกคนเห็นแล้วจะต้องอึ้งและต้องคิดตามครับ ว่าจะเป็นจริงได้รึเปล่า